วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การกระทำความผิดบนอินเตอร์เน็ต


                        การทำความผิดบนอินเทอร์เน็ต เช่น ไปก่อความเดือดร้อนโดยเขียนกระทู้ก่อกวนเว็บบอร์ด หรือการโพสต์ภาพลามกอนาจาร หรือภาพตัดต่อของผู้อื่น 

ตามกฎหมายใหม่ที่เพิ่งบังคับใช้ (พรบ. คอมพิวเตอร์ 2550) 

                        เป็นคดีอาญา มีโทษจำคุก 3-5 ปี หรือปรับ 60,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
นอกจากนั้นแล้วคดีพวกนี้ ยังติดต่อไปจนตาย จะไปทำงานราชการก็ไม่ได้ หรือทำงานบริษัทเอกชนก็ไม่มีใครอยากรับ 

                        น้องๆ อาจจะเห็นตัวอย่างจากในโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ ที่คนหมู่มาก ชักชวนกันไปทำสิ่งผิดกฎหมาย 
แล้วทางตำรวจไม่สามารถทำอะไรคนเหล่านั้นได้ อันนั้นมันคนละกรณีกัน เพราะน้องๆ ไม่ได้โชคดีแบบพวกเขาเหล่านั้นแน่ๆ 
เพราะน้องๆ ยังต้องเรียนหนังสือ หรือไม่ก็ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ก่อนจะคิดจะทำอะไร ให้คิดถึงผลที่จะตามมาให้ดีๆ 
---- 
มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
--- 
มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน 

(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน 

(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ 

--- 
มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ 
ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 


วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555

จรรยาบรรณวิชาชีพนักคอมพิวเตอร์


           
         จรรยาบรรณ คือ ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้


จรรยาบรรณของนักคอมพิวเตอร์

          ผู้ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์จำเป็นจะต้องมีจิตใต้สำนึกในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตด้วยความถูกต้อง ระมัดระวัง ไม่ให้เกิดผลกระทบกับสังคมออนไลน์

จรรยาบรรณต่อตนเอง



๑. ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่และดำรงชีวิตเหมาะสมตามหลักธรรมาภิบาล
                ๑.๑ ประกอบวิชาชีพนักคอมพิวเตอร์ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีความยุติธรรม ใฝ่หาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาตน และงานที่รับผิดชอบ อันจะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้ตนเองและหน่วยงานที่สังกัด
                ๑.๒ ผู้ประกอบวิชาชีพคอมพิวเตอร์จะมีความวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุความสำเร็จของงานสูงสุด

จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมงาน

๒. ตั้งมั่นอยู่ในความถูกต้อง มีเหตุผล และรู้รักสามัคคี
                ๒.๑ ไม่คัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิเดิมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
                ๒.๒ ให้ความยกย่องและนับถือผู้ร่วมงานและผู้ร่วมอาชีพทุกระดับที่มีความรู้ความสามารถและความประพฤติดี
                ๒.๓ รักษาและแสวงหามิตรภาพระหว่างผู้ร่วมงานและผู้ร่วมอาชีพ

จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ

๓. ไม่ประพฤติหรือกระทำการใดๆอันเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในวิชาชีพแห่งตน
                ๓.๑ ใช้ความรู้ความสามารถในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช้ในทางทำลายหรือกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย
                ๓.๒ ไม่แอบอ้าง อวดอ้าง ดูหมิ่นต่อบุคคลอื่นๆหรือกลุ่มวิชาชีพอื่น
                ๓.๓ ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่งเสริมเกียรติคุณของวิชาชีพ ผู้ร่วมอาชีพและเพื่อพัฒนาวิชาชีพ

จรรยาบรรณต่อสังคม

๔. ปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติตน ในวิชาชีพนักคอมพิวเตอร์ที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม
                ๔.๑ ไม่เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎ ระเบียบ และหลักคุณธรรม จริยธรรม
                ๔.๒ ไม่ใช้อำนวยหน้าที่โดยไม่ชอบธรรมในการเอื้อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์
                ๔.๓ ไม่ใช้ความรู้ความสามารถไปในทางล่อลวง หลอกลวง จนเป็นเหตุให้เกิดผลเสียต่อผู้อื่น

จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ

๕. เคารพในสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของผู้อื่น ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม
                ๕.๑ รับฟังความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างบุคคล เครือข่าย และองค์กรที่เกี่ยวข้อง
               ๕.๒ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบการปฏิบัติงานได้



ที่มา   http://www.learners.in.th/blogs/posts/295238
          http://krupeach.blogspot.com/2011/12/blog-post_12.html

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อิทธิบาท ๔


อิทธิบาท ๔


คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ


๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น



ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน
ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้ ข้อนี้ เป็นกำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ
วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาว จนประสบ ความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของ ความกล้าหาญ เจืออยู่ด้วย ส่วนหนึ่ง
จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึก ของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่
วิมังสา หมายถึงความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มที่


     ที่มา    http://www.learntripitaka.com/scruple/Itibaht4.html

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


จริยธรรม

 จริยธรรม แยกออกเป็น จริย + ธรรม ซึ่งคำว่า จริย หมายถึง ความประพฤติหรือกิริยาที่ควรประพฤติ ส่วนคำว่า ธรรม มีความหมายหลายประการ เช่น คุณความดี, หลักคำสอนของศาสนา, หลักปฏิบัติ เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกันเป็น "จริยธรรม" จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า หลักแห่งความประพฤติ หรือ แนวทางของการประพฤติ


จริยธรรมสากล  4  ประการ
-                    ความสุข
-                    กายิกสุข  คือความสุกขทางกาย (สามิตสสุข  = สุขอิงอามิส)
-                    เจตสิกสุข  คือความสุขทางใจ  (นิรามิสสุข  =  สุขไม่อิงอามิส)
-                    ความเต็ม  (จิต วิญญาณ)
-                    ความสามารถควบคุมจิตของตนเองได้  ไม่ให้  โลภ  โกรธ  หลง  
-                    หน้าที่บริสุทธิ์  (ทำงานเพื่องาน)
-                    ความรักสากล (มีใจกว้าง มีเมตตา)
จริยธรรมสำหรับทุกคน
-                    จริยธรรมเพื่อส่งเสริมความเป็นมนุษย์ เช่น ศีล 5 สัปปุริสธรรม 7
-                    จริยธรรมเพื่อชีวิตงอกงาม  เช่น  ปัจจัยสัมมาทิฎฐิ ทสบารมี10  มงคล 38
-                    จริยธรรมเตือนสติ  เช่น เทวฑูต  มาร  อภิณหปัจจเวกชณ์
จริยธรรมเพื่อความดีงามแห่งสังคม
-                    จริยธรรมเพื่อส่งเสริมชีวิตที่ดีร่วมกัน  เช่น  ปฎิสันถาร สังคหวัตถุ สาราณียธรรม
-                    จริยธรรมเพื่อการปกครอง/คุ้มครองชีวิตที่ดีร่วมกัน  เช่น อธิปไตย 3 พรหมวิหารธรรม ราชธรรม 10 จักกวัตติวัตร 12

"จริยธรรมที่ดีงาม 10 ประการได้แก่
1-การพูดความจริง
2- การพูดความจริงแม้ในยามที่ลำบาก
3-การให้อภัยเมื่อมีผู้กระทำความผิดมาขอโทษ
4- การมีมารยาทที่ดีงาม
5- การมอบรางวัลค่าจ้างแก่ผู้ปฏิบัติงานทันที
6- การมีความสัมพันธ์กับคนในเครือญาติพี่น้อง
7- การปกป้องช่วยเหลือ และไม่ทอดทิ้งเพื่อนบ้าน
8- การรู้จักสิทธิของมิตรสหาย
9- การให้การต้อนรับแขกที่มาเยือนอย่างเต็มที่
10- การมียางอายในทุกๆ เรื่อง





วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ค่านิยม

ค่านิยม
                ค่านิยม  หมายถึง ทัศนะของคนหรือสังคมที่มีต่อสิ่งของ ความคิด และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปรารถนา คุณค่าและความถูกต้องของสังคมนั้นๆ เช่น ชาวอเมริกันถือว่า “ประชาธิปไตยมีค่าสูงสุดควรแก่การนิยมควรรักษาไว้ด้วยชีวิต อเมริกันรักอิสระ เสรีภาพ และความก้าวหน้าในการงานเป็นต้น ส่วนค่านิยมของคนไทยหรือคนตะวันออกโดยทั่วไปนั้นแตกต่างจากค่านิยมในอเมริกันหรือคนตะวันตก เช่น คนไทยถือว่าความสงบสุขทางจิตใจและการทำบุญให้ทานเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา การเคารพเชื่อฟังบิดามารดาและการกตัญญูรู้คุณเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง
                ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่บุคคลพอใจหรือเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แล้วยอมรับไว้เป็นความเชื่อ หรือความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ค่านิยมจะสิงอยู่ในตัวบุคคลในรูปของความเชื่อตลอดไป จนกว่าจะพบกับค่านิยมใหม่ ซึ่งตนพอใจกว่าก็จะยอมรับไว้ เมื่อบุคคลประสบกับ การเลือกหรือเผชิญกับเหตุการณ์ ละต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าจะนำค่านิยมมาประกอบการตัดสินใจทุกครั้งไป ค่านิยมจึงเป็นเสมือนพื้นฐานแห่งการประพฤติ ปฏิบัติของบุคคลโดยตรง
                “ค่านิยม” คือ ความคิด (Idea) ในสิ่งที่ควรจะเป็นหรือสิ่งที่ถูกต้องพึงปฏิบัติมีความสำคัญ และคนสนใจ เป็นสิ่งที่คนปรารถนาจะได้ หรืจะเป็นและมีความสุขที่จะได้เป็นเจ้าของ
                “ค่านิยม” หมายถึง ความเชื่อว่าอะไรดี ไม่ดี อะไรควร ไม่ควร เช่น เราเชื่อว่าการขโมยทรัพย์ของผู้อื่น การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่ดี ความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งที่ดี
                ค่านิยม หมายถึง “ระบบความชอบพิเศษ” เพราะสิ่งที่เราชอบมาก เราจะให้คุณค่ามากกว่าสิ่งที่เราไม่ชอบ
ค่านิยมนั้นกล่าวกันโดยทั่วไปว่ามี ๒ ประเภท คือ ค่านิยมส่วนบุคคลและค่านิยมของสังคม

ประเภทของค่านิยม
                ๑. ค่านิยมส่วนบุคคล ค่านิยมส่วนบุคคลเป็นการตัดสินใจเลือกในสิ่งหรือสถานการณ์ที่ตนต้องการหรือพอใจนั้นถือว่าเป็นค่านิยม (Value) ของบุคคลนั้น เช่น นายแดง อยากเป็นคนขยันขันแข็งเอาการเอางาน นายแดงก็จะปฏิบัติตามตามพื้นฐานของความคิดของตนเอง เพราะฉะนั้น นายแดงจะมีค่านิยมของความขยันขันแข็งและแสดงความเป็นคนขยันออกมา
                ๒. ค่านิยมของสังคม ซึ่งนักวิชาการได้แสดงทัศนะไว้ต่าง ๆ กันดังนี้ ค่านิยมของสังคม คือ การรวมค่านิยมของคนส่วนใหญ่ในสังคม กล่าวคือ สมาชิกของสังคมส่วนใหญ่นิยมส่ง หรืออยากจะปฏิบัติตนในสถานการณ์นั้น ๆ อย่างไร สิ่งหรือสถานการณ์นั้น ๆ ก็กลายเป็นค่านิยมของสังคม ของสังคมนั้น ขอยกตัวอย่าง เช่น ในสถานการณ์ที่ผัวเมียตบตีกัน สมาชิกส่วนใหญ่ของสังคมอยากสอดรู้สอดเห็นถึงความเดือดร้อนของคนอื่นจึงได้ไปมุงดู การมุงดูก็เป็นค่านิยมของสังคมนั้น



วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

BIOS (Basic Input Output System)

หลักการทำงานของ Chipset
               โดยทั่วไป ชุดChipset จะประกอบด้วย Chip มากกว่า 1 Chip และ chipset แต่ละตัวจะมี transistor มากกว่า 1 ล้านตัว ซึ่งมีหลากหลายหน้าที่ โดยสรุปได้ดังนี้
              1.       หลักการทำงานหลักของ Chipset คือควบคุมการทำงานและการเชื่อมต่อของการรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยความจำหลัก หรือ อุปกรณ์รับเข้า-ส่งออก (input/output device) หรือ อุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ 
              2.       ทำหน้าที่ควบคุมและเป็นทางผ่านของข้อมูลจากอุปกรณ์ต่าง ๆทุกอย่างที่ซีพียูไม่ได้ทำ เช่น การส่งข้อมูลจากหน่วยความจำหลักไปยังซีพียู การส่งผ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ จากไดรฟ์ซีดีรอม รวมถึงการส่งข้อมูลของแผงวงจร (Card) ต่าง ๆ 
             3.       ทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดจัดการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดความถี่ ให้แก่บัสทั้งระบบ หรือจะเป็นการจำกัดสิทธิในการให้ใช้ ซีพียู กำหนดให้เมนบอร์ดนั้นต้องมี Slot แบบใดบ้าง
            4.       สนับสนุนการทำงานของ Processor หลายตัว (Multi Processor) โดยที่วงจรควบคุมของ Chip Set จะทำหน้าที่ประสานงานการทำงานของ Processor ทั้งสอง ไม่ให้แต่ละ Processor รบกวนการทำงานของกันและกัน โดยทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการโดยเรียกการทำงานในลักษณะนี้เรียกว่า SMP ( Symmetric Multiprocessing )




Slot หรือ Expansion slot หมายถึงช่องเสียบอุปกรณ์ที่มีติดตั้งไว้บน Mainboard ซึ่งผู้รู้จะ รู้จักในชื่อของ Bus เป็นรูปแบบของการรับส่งข้อมูลระหว่างตัว CPU กับอุปกรณ์ที่นำมาต่อกับ mainboard ซึ่งแต่เดิมระบบหรือรูปแบบของการเชื่อมต่อ หรือ Bus นี้จะมีหลากหลายแบบโดยบริษัทด้านคอมพิวเตอร์ในยุคต้นๆต่างก็พัฒนา เช่นแบบ MCA (Micro Channel Architecture) ของ IBM ต่อมาก็มีการออก แบบ EISA (Extended Industry Standard Architecture) อันเป็นยุคของการรวมตัวร่วมกันพัฒนาของกลุ่มบริษัท ได้แก่ ASTReserach, Compaq Computer Corporation, NEC, Epson, Hewlett-Packard, Tandy, Wyse Technology, Olivetti และ Zeneith Data System
ทำให้ EISA เป็น busที่มีความเร็วที่สุดในสมัยนั้น(1988) โดยสามารถส่งข้อมูลขนาด 32 บิต ส่งข้อมูลด้วยความเร็วที่ 8MHz โดยให้อัตราการส่งผ่าน ข้อมูลได้ถึง33MB/s(เมกกะไบท์ต่อวินาที) นอกจากนี้ยังมี Bus แบบ VL-Bus ปัจจุบัน ระบบดังที่กล่าวมานี้ต่างหายไปจากระบบ ของ Mainboard 

รูปแบบ Bus ที่เป็นมาตรฐานจะมี 4 รูปแบบ คือ

1.แบบ ISA (Industrial Standard Architecture)
ระบบ Bus แบบดั้งเดิมที่ทำงานการส่งถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วที่ 4MHz ให้อัตราการส่งผ่านข้อมูล 8 MB/s ปัจจุบันเกือบไม่มีใช้ แล้ว ยังคงพบได้ใน mainboard และ sound card รุ่นเก่าๆ
2.แบบ PCI (Peripheral Component Interconnect)
ระบบ Bus แบบนี้ทำงานด้วยความเร็ว 33 MHz ให้อัตราการส่ง ผ่านข้อมูลที่ 133 MB/s โดยยังถือเป็น Bus แบบมาตรฐานของ เครื่อง PC ในยุคนี้ เพราะอุปกรณ์ส่วนใหญ่จะใช้ระบบติดตั้งผ่าน slot ในรูปแบบ PCI นี้ แทบทั้งสิ้น
3.แบบ AGP (Accelerate Graphics Port)
เป็นระบบ Bus ที่พัฒนา มารองรับการทำงานของการ์ดแสดงผล โดยเฉพาะ ซึ่งกระบวนการทำงานรูปแบบนี้ไม่ต้องผ่านตัว CPU เป็นหลัก ดังนั้นจึงสามารถทำงานด้วยความเร็วมากกว่า PCI ถึง 2 เท่า นั่นคือที่ความเร็ว 66 MHz ซึ่งสามารถส่งผ่านข้อมูลที่เร็ว ขึ้นถึง 266MB/s (เมกกะไบท์ต่อวินาที) ใน Mode แบบปกติที่ เรียกว่า 1x แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาอัตราการส่งผ่านข้อมูลจาก 1x ไปสู่ใน Mode อื่นๆ อีก คือ
Mode 2x มีอัตราการส่งผ่านข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเป็น 533 MB/s
Mode 4x มีอัตราการส่งผ่านข้อมูลที่ 1,064MB/s
Mode 8x มีอัตราการส่งผ่านข้อมูลสูงถึง 2.1GB/s
4.แบบ PCI Express นำมารองรับ การแสดงผล ที่ให้ความเร็วที่สูงกว่าแบบ AGP




http://www.northeducation.ac.th/elearning/images/5x5_white.gif

รูปแบบเมนบอร์ด

เมนบอร์ด (Mainboard, mother board) หรือ แผงวงจรหลัก เป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่อยู่ภายในเครื่อง
เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาจะเป็นแผงวงจรขนาดใหญ่วางนอนอยู่ นั่นคือส่วนที่เรียกว่า "เมนบอร์ด"
ชนิดของเมนบอร์ด
      สามารถแบ่งเมนบอร์ดออกได้เป็น2ประเภทใหญ่คือเมนบอร์ดแบ่งตามโครงสร้างและเมนบอร์ดแบ่งตามช็อคเก็ต
ใส่ซีพียู
เมนบอร์ดแบ่งตามโครงสร้าง
     เมนบอร์แบ่งตามโครงาร้างเรียกว่าFormFactorsหมายถึงการจำแนกเมนบอร์ดเป็นชนิดต่างๆตามลักษณะโครงสร้าง
ขนาดและรูปร่างตามมาตรฐานแล้วจะมีแบบATและATXแต่ทั้งนี้เมนบอร์ดแบบATX
ก็ยังแบ่งย่อยออกไปอีกหลายรูปแบบ ได้แก่ Micro ATX และ Flex ATX ซึ่งแต่ละแบบมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันไป

                                เมนบอร์ดแบบ AT                               เมนบอร์ดแบบ ATX
เมนบอร์ดแบ่งตามช็อคเก็ตใส่ซีพียู
เมนบอร์ดแบบนี้ถูกออกแบบมารองรับกับการใช้งานซีพียูแต่ละรูปแบบโดยเฉพาะเนื่องจากซีพียูในปัจจุบันมีรูปแบบและโครงสร้างไม่เหมือนกัน ซ็อคเก็ตใส่ซีพียูจึงไม่เหมือนกันไปด้วย แต่ข้อแตกต่าง
ที่กล่าวมานี้เกิดจากชิปเซ็ตเป็นตัวกำหนด เมนบอร์ดที่ใช้ชิบเซ็ตชนิดเดียวกันจะมีคุณสมบัติและความสามารถ
เหมือนกันสำหรับเมนบอร์ดในปัจจุบันที่ยังนิยมใช้กันสามารถแบ่งตามซ็อคเก็ตใส่ซีพียูได้ดังนี้คือ แบบSocket 7,
Socket 370,Socket A,Slot A,Slot 1 สำหรับเมนบอร์ดแบบ Slot 2 ซึ่งเป็นของอินเทลที่ใช้สำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์
และเมนบอร์ดแบบSocket 3,4,5 ซึ่งเป็นเมนบอร์ดรุ่นเก่าในปัจจุบันไม่มีการผลิตเพิ่มแล้ว



ชนิดเมนบอร์ด
ซีพียู/รุ่นที่ใช้
จำนวนขา
ชนิดแพ็คเก็ต
Socket 7
Pentium ผลิตรุ่นหลังPentium mmxAMD K5,K6-2
Cyrix6x86,M ll.
296/321
PPGA
Socket 370
Pentium III (coppermine)
รุ่นความเร็วไม่เกิน 600 MHz Celeron
(รุ่นใหม่) AMD Cyrix III
370
PPGA Micro PGA
FC-PGA PPGA
Socket A
AMD Thunderbird (Athlon รุ่นใหม่) AMD Duron
462
PPGA
Slot A
AMD Athlon (รุ่นเก่า)
246(2แถว)
SECC (AMD)
Slot 1
Pentium III (coppermine) รุ่น 600 MHz ขึ้นไป
246(2แถว)
SECC -แบบ 242 พิน




คอมพิวเตอร์นั้นมี Form Factor ที่แตกต่างกัน. AT และ ATX นั้นเป็นมาตราฐานทั่วไป. NLX และ LPX นั้นเป็นสองแบบที่แตกต่างออกไป. ซึ่ง Form เหล่านี้จะอธิบายถึงรูปร่างและขนาดของเมนบอร์ด รวมไปถึง layout และส่วนประกอบต่างๆบนบอร์ด. Form Factor จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะต้องซื้อเคส (Case) แบบใด. เพราะเคสต่างก็มี layout และใช้ Power Supply ต่างชนิดกัน.
AT Form Factor
     ใน Form ของ AT นี้นั้นมีแบบ AT ธรรมดา และ Baby AT. ซึ่งพื้นฐานแล้วทั้งสองนั้นต่างกันที่ขนาดของบอร์ด. บอร์ด AT นั้นจะมีความกว้างประมาณ 12" ซึ่งแปลว่ามันไม่สามารถนำมาใส่กับเคสในบัจจุบันได้. โดยทั่วไปแล้วบอร์ดแบบ AT นี้จะเป็นบอร์ดชนิดเก่าๆ เช่น 386 หรือก่อนหน้านี้. การที่จะจัดการกับข้างในเคสนั้นค่อนข้างจะมีปัญหา เนื่องจากขนาดของเมนบอร์ดมันจะเหลื่อมล้ำกับช่องใส่ Drive และส่วนอื่นๆ
     Baby AT นั้นเป็น Form ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในบอร์ดและเคสในปัจจุบัน. เมนบอร์ดแบบ Socket 7 จำนวนมาก และบอรืดของ Pentium II อีกจำนวนนึง ก็ได้ใช้ Form Factor แบบนี้. บอร์ดแบบ Baby AT นั้นมีขนาดกว้างประมาณ 8.5" และยาว 13". ซึ่งจะมีขนาดเล็กกว่า AT และทำให้การทำงานในเคสนั้นง่ายดายขึ้น เพราะว่ามันจะมีที่ว่างมากกว่า และมันมีมีรูให้ขันน๊อดอยู่ 3 แถว.
     บอร์ดที่ใช้ AT Form นั้นจะต้องใช้ serial และ parallel ports ติดอยู่กับ expansion slot บนเคส และติดต่อกับเมนบอร์ดด้วยการใช้สายเคเบิ้ล. บนบอร์ดนั้นจะมีเพียง keyboard connector เพียงตัวเดียวที่ติดอยู่ด้านหลัง. ส่วน Processor นั้นจะยังคงอยู่ตรงด้านหน้าของบอร์ด ส่วน SIMM slots นั้นจะอยู่ในที่ต่างๆกัน และโดยทั่วไปแล้วมันจะอยู่ด้านบนของบอร์ด
     ซึ่งตอนนี้นั้นวงการอุตสาหกรรมได้ย้านหนีจาก AT form factor ด้วยเหตุผลง่ายๆเพียงเพราะว่า ATX นั้นมันมีข้อได้เปรียบอยู่มากมาย. ซึ่งผู้คนโดยมากแล้วจะรำคาญมากกำกับการออกแบบของ AT form factor. เหตุผลข้อแรกก็คือ มันจะต้องใช้สายเคเบิ้ลเพื่อติดต่อ Connector กับ เมนบอร์ดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น COM 1, COM 2, printer port, USB, PS/2 mouse, ฯลฯ ซึ่งทำให้ภายในเคสนั้นจะดูรกไปหมด ทำให้จะทำงานได้ยุ่งมาก
     เหตุผลข้อที่สอง คือ รูปแบบของ AT นั้นไม่เอื้ออำนวยต่อระบบการระบายความร้อน ลมจะไม่พัดไปยังพื้นที่ๆต้องการระบายความร้อน อย่างเช่น CPU. และอากาศที่ไหลก็มักจะนำฝุ่นมาด้วย ซึ่งในบางครั้ง Power Supply มันจะเป็นตัวเก็บฝุ่นเสียเอง
ATX Form Factor
     ในปี 1995 ทาง Intel ได้ออก ATX Form Factor ซึ่งมันค่อยๆได้รับความนิยมมากขึ้น และ ผู้คนเริ่มโยนบอร์ด AT ซึ่งได้รับความนิยมมานานอย่างช้าๆ. ซึ่งเมนบอร์ด Pentium II และบอร์ดรุ่นหลังจากนี้ ส่วนมากแล้วจะเป็นแบบ ATX แม้ว่ายังจะมีบอร์ด Pentium II แบบ AT บางตัววางขายอยู่ แต่ก็เป็นส่วนน้อย. ส่วนบอร์ดของ Pentium ตอนแรกโดยทั่วไปนั้นจะเป็นแบบ AT แต่ทางผู้ผลิตเมนบอร์ดก็ออกวางจำหน่ายบอร์ดของ Pentium ในรูปแบบ ATX ออกมาตามหลังมากมาย
     รูปแบบของ ATX นั้นได้พัฒนาขึ้นมาจาก AT อย่างมากมาย และได้แก้ไขข้อเสียที่เกิดขึ้นกับ AT ออกไปด้วย. ซึ่งตั้งแต่ AT Form นั้นเก่าเกินไป แถมยังมีข้อยุ่งยากมากมาย ทำให้ ATX นั้นสามารถเกิดได้อย่างเต็มตัว.
     ตัวอย่างของ feature ใหม่ๆ เช่น
     - รวม I/O Connectors ไว้บนบอร์ด : เมื่อผู้ใช้ AT นั้นจะต้องต่อ Port ต่างๆติดกับด้านหลังเคส และ ต้องต่อสายเคเบิ้ลเหล่านั้นลงบอร์ดอีก ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่บอร์ด ATX นั้นได้ติด Port เหล่านี้มาไว้บนบอร์ดให้เลย ซึ่งทำให้การติดตั้งนั้นง่ายขึ้นมาก.
     - รวม PS/2 Mouse Connector ไว้บนบอร์ด
     - ลดการเหลื่อมล้ำระหว่างบอร์ดและช่องใส่ Drive : บอร์ดแบบ ATX นั้นจะไม่ไปเหลื่อมล้ำกับช่องใส่ Drive ในด้านหน้า ซึ่งทำให้ผู้ใช้นั้นสามารถที่จะถอด/ใส่ Drive และตัวเมนบอร์ดได้ง่ายขึ้น และการที่ Drive มันไม่ไปเหลื่อมกับบอร์ดทำให้ความร้อนลดลงด้วย.
     - ลดการที่ซีพียูเข้าไปยุ่งกับการ์ด : CPU ใน AT นั้นบางตัวอาจอยู่ด้านหลังของช่องใส่การ์ดต่างๆ ทำให้บางครั้งเราไม่สามารถใส่กาณืดที่มีความยาวมากๆได้ เพราะมันจะไปติดซีพียู แต่ ATX ได้ย้ายที่อยู่ของ CPU ไปอยู่ด้านบน ซึ่งอยู่ใกล้ Power Supply ซึ่งตรงนี้เอง ทำให้ผู้ใช้นั้นสามารถที่จะใส่ expansion cards ที่มีความยาวเต็มที่ได้โดยไม่ต้องไปกังวลว่าจะไปชนกับ Heaksink ของ CPU.
     - มี Power Connector ที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น : ATX นั้นใช้ Power Connector แบบ 20-pin เพียงตัวเดียวในการติดต่อกับเมนบอร์ด และมีสัญลักษณ์ที่บอกว่าสามารถต่อให้ถูกได้เพียงทางเดียว. ซึ่งง่ายกว่า Connector ของ AT ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชิ้น และต่อได้ยาก.
     - มีการระบายความร้อนที่ดีขึ้น
     - 3.3 Volt Power : เมนบอร์ด ATX นั้นได้ถูกออกแบบมาให้รับไฟ 3.3 Volt ได้โดยตรงจาก Power Supply. ซึ่งตั้งแต่ CPU รุ่นใหม่นั้นทำงานที่ 3.3 Volt ซึ่งตรงนี้สามารถทำให้เอาส่วน voltage regulator ที่ใช้ในการลดไฟจาก 5V ไปเป็น 3.3V ออกไปได้เลย. แต่ต้องจำไว้ว่า CPU หลายตัว ไม่ได้ทำงานที่ 3.3V ยังคงจำเป็นจะต้องใส่ voltage regulator เข้าไปอยู่ดี
NLX Form Factor
     NLX นั้นเป็น Form Factor แบบใหม่ และออกมาเพื่อ PC ที่มีองค์ประกอบน้อยๆ. ระบบ NLX นั้นจะต้องใช้ riser board เหมือนกับระบบ LPX. Riser board นี้จะถูกวางตั้งตรงอยู่ในเคสและต่อเข้าโดยตรงกับ Power Supply และ expansion cards แต่ละตัวนั้นจะถูกต่อเข้ากับ Riser board นี้ เช่นเดียวกับ HDD และ FDD connectors ก็จะติดอยู่บนบอร์ดของมันเอง. ดังนั้นแล้ว ถ้ามองอย่าง่ายๆแล้ว Riser board นี้ก็เปรียบเหมือน Hub ของระบบ NLX ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกติดต่อไปยัง Riser board. ดังนั้นแล้วเมนบอร์ดของ NLX นี้จะถอดออกได้โดยง่ายโดยถอดแค่ Riser board ออก แล้วเอาบอร์ดใหม่มาเสียบเข้าแทนที่.
     บอร์ด NLX นั้นจะดูแตกต่างมาก มากกว่าที่ AT ต่างจาก ATX. อย่างแรกเลยคุณต้องจำได้ว่า มันไม่มี expansion card slots เลย และยังไม่มี drive connectors. ดังนั้นแล้ว 340-pin connector ที่อยู่บนเมนบอร์ดนั้น จะเป็นตัวที่ใช้เสียบ Riser board. แต่ส่วนที่คล้ายกับ ATX คือ I/O connectors จะอยู่บน Panel ซึ่งอยู่ด้านข้างของบอร์ด และสามารถใช้อุปกรณ์ USB, parallel และ serial กับระบบ NLX ได้
     ส่วน Power supply นั้นจะดูคล้ายกับของ AT. และติดต่อกับเมนบอร์ดโดยใช้ 20-pin connector. และจะมีพัดลมดูดอากาศ 1 ตัว อยู่ใกล้ๆกับบริเวณที่วางซีพีบูบนเมนบอร์ด ซึ่งพัดลมตัวนี้ใช้เป็นระบบระบายความร้อนของระบบ NLX.
LPX Form Factor
     LPX นั้นดูคล้ายระบบ NLX ในรูปแบบ AT. เมนบอร์ด LPX นั้นก็มีหลายสิ่งที่เหมือนกัน ขนาดพอๆกัน และมีมุมมองที่เหมือนเมนบอร์ด Baby-AT. และสามารถใช้ power connectors แบบเดียวกับ AT ได้ โดยเป็น 6-pin connectors จำนวน 2 ชุด โดยปกติมักจะมีป้ายบอกว่าเป็น P8 และ P9. และสิ่งที่คล้าย NLX นั้นคือใช้ riser card มาเป็น Hub ของระบบ. ส่วน external I/O ports ของระบบ LPX ก็มีรูปแบบเหมือนทั่วไป เรียงจากซ้ายไปขวาดังนี้ VGA, parallel port, 2 serial ports, PS/2 mouse, PS/2 keyboard. แต่ในรุ่นใหม่ๆอ่จต่างไปจากนี้โดยมี USB Port และ Lan Cennector ด้วย.
     LPX ถูกนำมาใช้ในทุกวันนี้ และถูกผลิตโดยผู้ผลิตบางราย และสามารถใช้ได้ถึงกับ Pentium II. แต่ด้วยความล่าช้าของการกำหนดมาตราฐาน ทำให้มันไม่สามารถไปไกลได้มากกว่านั้น.

สืบค้นจาก http://comschool.site40.net/M3.html